ข้อมูลส่วนนี้ได้นำมาจากhttp://www.nenkham.com/001.html

ประวัติหลวงปู่เณรคำ

                        คนเหนือโรค เทดาเดินดิน  เกิดแล้วไม่แก่  คำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้คน  แถบหลุ่มแม่น้ำโขง  ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี  จนถึงจังหวัดหนองคาย  ต่างเล่าลือ  และรู้จักกันดีในนาม  "หลวงปู่เณรคำ"

                        วันที่  ๒๖  เมษายน  ๒๕๕๒  ทีมงานผู้เขียน  มีโอกาสได้ไปร่วมงานครบรอบบุญประจำปีหลวงปู่เณรคำ  วัดคำไฮ  ต.หาดแพง  อ.ศรีสงคราม  จ.นครพนม  ทุกคนทราบเพียงแต่ชื่อของหลวงปู่เณรคำเท่านั้น  แต่ไม่อาจรู้ความจริงว่า  หลวงปู่เป็นพระมาจากที่แห่งใด  มองจากภายนอกน่าจะอายุประมาณ  ๒๕  ปี  แต่พอสอบถามชาวบ้านแล้วเห็นบอกว่า  มีคนเคยเห็นและรู้จักหลวงปู่  ตั้งแต่คนรุ่นคุณปู่คุณย่า  เมื่อได้ฟังแล้วทางทีมงานก็ยิ่งมึนงง  และยังไม่เชื่อ  เพื่อความอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก  อย่างไรจะต้องทราบให้ได้ถึงข้อเท็จจริงที่หลวงปู่เณรคำ  เกิดมาตั้งแต่สมัย  คนอายุ  ๑00  ปี  ทำไมยังมีสภาพยังหนุ่ม ๆ  ไม่รู้จักแก่  แทบจะพูดได้ว่า  คงจะตายไม่เป็น  เพราะมีข่าวว่าหลวงปู่  ได้ฉันยาวิเศษที่ฤาษีมอบให้  จึงทำให้ชีวิตเป็นอมตะ  อยู่เหนือโลก  เหนือความแก่  และอยู่เหนือความตาย  ได้ยินเสียงเพลงจากเครื่องไฟ  ทางอีสานเรียกว่า  แหล่  เป็นบทเพลงสรรเสริญหลวงปู่เณรคำ  ในตอนกลางๆ  กล่าวว่า  หลวงปู่มีที่อยู่ไม่แน่นอน  ใครมีบุญถึงจะไดเจอ  บางทีเห็นเป็นพระหนุ่มๆ  แต่งตัวเหมือนผีบ้า  บางคนก็เห็นเป็นพระแก่มาก ๆ แต่ถ้าจะพูดถึงความคล่องแคล่วแล้ว  ท่านเดินเร็วมาก  ไม่มีใครเดินตามได้ทัน  อีกประการหนึ่งไม่มีใครเคยเห็นหลวงปู่เข้าห้องน้ำ  ไม่ว่าจะหนักหรือเบา  เหมือนกับว่าหลวงปู่  จะไม่มีท้อง  ไม่มีไส้  ไม่มีการขับถ่าย

                      ผู้คนต่างก็อดที่จะส่งสัยบ่ได้ว่าหลวงปู่ฉันอาหารแล้ว  ท่านเอาเก็บไว้ตรงไหน  นานา  บางคนก็เฝ้าแอบดูหลวงปู่อยู่เงียบ ๆ  เหมือนว่าจะได้เจออภินิหารบางอย่าง  บางคนก็นั่งเฝ้าทั้งวันทั้งคืน  เพื่อที่จะรอเอาคำหมากของหลวงปู่  เพื่อเอาไปบูชา  และอัดกรอบแขวนคอเป็นวัตถุมงคลก็มี  บางคนปวดหัวปวดท้อง  มาขอยาดีจากหลวงปู่  บางคนก็มานั่งเฝ้าตัวเลขสวยๆ  เด็ดๆ  พูดง่าย ๆ  ว่าที่ศาลาหลวงปู่จะมีคนกราบนมัสการอย่างไม่ว่างเว้นจนเกือบตีหนึ่ง  ตีสอง  ของทุก ๆ วันเลยที่เดียว

ที่มาของชื่อ หลวงปู่เณรคำ

ปู่เณรคำ ชื่อนี้มีมาอย่างไร?
จากการสืบเสาะข้อมูลเท่าที่ได้รับรู้มีอยู่ 2 ความเชื่อ ดังนี้

ความเชื่อแรก เชื่อว่าหลวงปู่เณรคำมีอยู่หลายรูปจริง ในอดีตเคยมีพันธะสัญญากับครูบาอาจารย์ที่ต้องการสืบทอดพระศาสนาให้ไปถึงยุคพระศรีอาริย์ เมื่อปฏิบัติถึงขั้นธรรมะชั้นสูงแล้ว ท่านสามารถถอดจิตแยกร่างแบ่งภาคได้ด้วยอำนาจฤทธิ์ แต่คงสภาพเดิมหน้าเดิมเพียงรูปเดียว
ตามที่มีการกล่าวถึงการแบ่งร่างได้ถึง 7 รูป เช่น หลวงปู่เณรคำ เป็นพี่ใหญ่ รองลงมาปู่เณรแก้ว ปู่เณรสุข ปู่เณรเอก จนถึงปู่เณรนรสิงห์รูปสุดท้าย ซึ่งมีผู้ได้พบเห็นมาแล้วหลายรูป ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างบารมีธรรม

อีกความเชื่อของแท้ของจริงหนึ่งเดียว จิตดวงเดียว ไม่มีการแยกร่างแบ่งภาคบารมี คือ หลวงปู่เณรคำรูปนี้ เหตุผลที่น่าเชื่อเมื่อร่างเดิมดับไปหนึ่งครั้งต้องหาร่างใหม่ที่เหมาะสมในจุดเดียวกัน เพื่อเป็นการเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง(ไม่มีชาติภพอื่นเกิดขึ้นในระหว่าง) ต้องการเพิ่มบารมีแต่ไม่ได้ตั้งปณิธานที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาโพธิญาณ หวังเพียงบำเพ็ญบารมีธรรมให้บริบูรณ์สืบไป ต้องการที่จะนำสรรพสัตว์ข้ามห้วงสงสารวัฏไปสู่พระนิพพานในยุคพระศรีอาริย์

เณรคำ ณ จำปาสัก ฉายานี้เคยได้ยินไหม?
ตามบันทึกประวัติของหลวงปู่สีทัตถ์ สุวัณณมาโจ วัดท่าอุเทน ผู้เป็นครูบาอาจารย์บอกพระกรรมฐานรูปหนึ่งแก่หลวงปู่เณรคำ มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากจะนับเหตุการณ์วันเวลากันแล้ว คงจะเกือบศตวรรษหรือมากกว่านั้น เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยสำเร็จลุนที่ภูเขาควาย ประเทศลาว ตามประวัติมีว่า

หลังจากที่ท่านพระอาจารย์สีทัตถ์อยู่ที่ท่าอุเทนได้ไม่นาน ได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งประเทศลาว โดยออกธุดงค์ไปตามป่าเขาอันรกชัฏ เทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าที่มีภยันตรายรอบด้าน ไหนภัยที่เกิดจากสัตว์ร้าย ภัยจากพวกอมนุษย์ภูตผีปีศาจ และภัยจากธรรมชาติ 
ท่านไม่ย่อท้อคงดำเนินภาวนาวิปัสสนากรรมฐานด้วยจิตใจอันแน่วแน่และมั่นคง ในปีนั้นได้ไปจำพรรษา ณ ภูเขาควาย ่

ภูเขาควาย ประเทศลาว เป็นแดนธรรมของพระธุดงค์ผู้บรรลุธรรมหลายรูปที่มีชื่อเสียงในอดีต ใครๆ ก็อยากไปกันทั้งนั้น แม้จะมีความลี้ลับแปลกประหลาดและสิ่งอาถรรพณ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย
ในปีนั้นมีพระธุดงค์อยู่ด้วยกัน 5 รูป สามเณร 9 รูป โดยมีพระอาจารย์หลวงปู่สำเร็จลุน(รุณ) พระหลวงเจ้าเป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ฝ่ายสามเณรมีเณรคำ ณ จำปาสัก เป็นหัวหน้า(หลวงปู่เณรคำ)

ขณะที่อยู่จำพรรษายังไม่ถึง 90 วัน(ไตรมาส) ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น มีสามเณรหายไปวันละ 2 รูป ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน
วันต่อมาหายไปมากกว่าเดิม ทำให้พระอาจารย์สีทัตถ์แปลกใจมาก ได้นมัสการเรียนถามหลวงปู่สำเร็จลุน ท่านยิ้มแล้วบอกว่า “เจ้าอยากหายไปเหมือนเณรไหมล่ะ”

ท่านพูดเหมือนแฝงไว้ด้วยปริศนาธรรม พระอาจารย์สีทัตถ์รีบตอบว่า ยังไม่อยากไป หลวงปู่บอกว่า อีกไม่นานหลวงปู่ก็จะจากไปอีก เหลืออยู่แต่สามเณรคำ ณ จำปาสัก เพื่อให้เป็นผู้นำพระเณรปฏิบัติธรรม ไม่นานแล้วจะออกพรรษา ถ้าเจ้าต้องการอะไรก็รีบเอาเสีย...

นี่เป็นชื่อเดิมที่เรียกมานานแล้ว ถ้าเณรคำ ณ จำปาสักเป็นรูปเดียวกับหลวงปู่เณรคำ นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ อย่างน้อยต้องมีอายุมากกว่าศตวรรษไปแล้ว ดูแต่หลวงปู่สุภา วัดสีลสุภาราม จ.ภูเก็ต ที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่สีทัตถ์ ปัจจุบันอายุ 110 ปีแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าท่านแบ่งภาคได้จริงหรือเกิดแล้วดับ แล้วเกิดในร่างใหม่อย่างต่อเนื่องกระนั้นหรือ?

เรื่องนี้หลวงปู่นรสิงห์ วัดวังผาสุก จ.หนองคาย ที่มีความใกล้ชิดสนิทกับหลวงปู่เณรคำมากรูปหนึ่ง บอกว่า “อย่าดูคนเพียงภายนอก ดูให้ถึงข้างใน” พอจะให้คำตอบที่แจ่มชัดขึ้นบ้าง

ท่านผู้รู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การจะเชื่อว่าเป็นเณรคำตัวจริงหรือไม่ ให้ดูว่าท่านอยู่ที่ไหน ปฏิบัติอย่างไร ต้องอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำโขง 50 กิโลเมตรเพราะ ในอดีตมีความผูกพันกับสายน้ำและพญานาคอยู่มาก

เกี่ยวกับพญานาค เชื่อกันมาว่าอาจเป็นชาติใดชาติหนึ่งที่หลวงปู่เณรคำ เคยเกิดมาเป็นพญานาคมาแล้ว คือท่านเป็นลูกพญานาคตัวเล็กอยู่ในแม่น้ำโขง เมืองบาดาล เมื่อมีการสร้างพระธาตุพนมที่ภูกำพร้าได้มีส่วนร่วมไปกับพญานาคด้วยกันเพื่อร่วมบุญ แต่ขึ้นมาในร่างของมนุษย์ เมื่อถึงเวลากลับลงแม่น้ำโขงสู่นาคพิภพ พญานาคตนอื่นๆ กลับกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ท่านกลับลงแม่น้ำโขงไม่ทัน นัยว่าโดนพญาครุฑจับตัวไป

ฟังแล้วเป็นเรื่องแปลก! อัศจรรย์!

อีกคราวหนึ่งหลวงปู่เณรคำมีความเกี่ยวกับพระธาตุพนมในคราวสร้างพระธาตุ เป็นสามเณรคอยปฏิบัติวัตรฐากต้มน้ำร้อนน้ำชาถวายพระเณร จนกระทั่งองค์พระธาตุสร้างสำเร็จ พระสงฆ์ที่เป็นประธานถามสามเณรว่า ทุกอย่างสำเร็จแล้วใครต้องการขอพรอะไรให้ขอได้จะสำเร็จสมปรารถนา แล้วสามเณรต้องการจะขอพรอะไรบ้าง

สามเณรเหน็ดเหนื่อยจากการอุปัฏฐากพระเณรมานานวัน เกิดอาการอ่อนเพลียอยากจะนอนหลับให้สบายอย่างเดียวไม่ได้ขอพรอะไรเลย ที่สุดก็นอนหลับไปไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย(ตายในชาตินั้นยังเป็นสามเณร) ส่วนสรีรศพจะเผาหรือไม่หรือบรรจุไว้ที่องค์พระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา

เรื่องนี้เป็นจริงอย่างไรเกินวิสัยปุถุชนจะรู้ได้ ถ้าเป็นจริงแสดงถึงท่านมีความผูกพันกับองค์พระธาตุพนมมานานแล้ว ทั้งมีความเกี่ยวข้องกับพญานาค แม่น้ำโขงอย่างลึกล้ำประดุจสายนทีแห่งชีวิตทีเดียว

ปัจจุบันชาติ ชีวิตจริง! หลวงปู่เณรคำได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 11 ปี บวชเณรแล้วพออายุ 20 ปี ญัติกรรมเป็นพระ โดยมีหลวงปู่คำพันธ์ วัดป่าศรีเวินชัย อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์

เดิมท่านชื่อ พระอาจารย์ทองใบ ปญฺญพโล แต่น้อยคนที่จะรู้จักชื่อเดิม ลูกศิษย์ญาติโยมเรียกกันหลวงปู่เณรคำทั้งนั้น ส่วนหลวงปู่คำพันธ์ พระอุปัชฌาย์ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะอำเภอ ปกครองใน 3 อำเภอ คือ อำเภอนาหว้า อำเภอศรีสงคราม และอำเภอนาพรหม ย่อมรู้ถึงปูมหลังของหลวงปู่เณรคำได้ดีกว่าคนอื่นแน่นอน

นอกจากนั้นมีเรื่องเล่าว่า หลวงปู่คำพันธ์ในอดีตชาติเป็นพ่อของหลวงปู่เณรคำด้วย จึงมีความผูกพันกันมาถึงชาตินี้



                      หลวงปู่เณรคำกับพระธาตุพนม


                   ในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นสามเณรชื่อ เณรทองคำ หรือ เณรคำ ในสมัยหลังพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระมหากัสสปะ ได้เป็นประธานสร้างมหาเจดีย์พระธาตุพนม เณรทองคำได้ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์พระธาตุพนมในครั้งแรกนั้นด้วย ซึ่งการก่อสร้างพระธาตุพนมในครั้งนั้น สร้างด้วยดินผสมยางบงหรือยางไม้ ก่อขึ้นเป็นรูปองค์เจดีย์ เมื่อสร้างเสร็จ พระมหากัสสปะได้เิดนทางไปประเทศอินเดีย เพื่อขอรับพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านกลัวว่ากว่าจะไปและกลับมาจะไม่ทันการณ์เนื่องจากในขณะนั้นได้เกิด ความแตกแยกขึ้นในบ้านเมืองทางโน่นเพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุกัน ระหว่างเจ้าเมืองต่างๆพระมหากัสสะปะจึงตัดสินใจอธิฐานจิตว่า หากพระบรมสารีริกธาตุส่วนใดที่พระองค์จะทรงมอบให้เพื่อนำไปบรรจุในองค์พระ ธาตุพนม ขอให้ท่านประทานลงมาจากสวรรค์ ในบัดดลก็ได้มีพระอุรังคธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าเม็อมะขามป้อม ตกลงมาจากฟากฟ้า พระมหากัสสปะจึงได้อัญเชิญกลับมาและบรรจุในพระธาตุพนม และได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ 7 วัน 7 คืน พระมหากัสสปะได้บอกให้เณรทองคำ ต้มน้ำชาเลี้ยงพระที่จะเดินทางมาจากฝั่งไทยและฝั่งลาวร่วม 700 รูป เพื่อมาร่วมงานสมโภชพระธาตุพนม สามเณรทองคำจึงได้ต้มน้ำชาถวายพระอยู่ 7 วัน 7 คืนโฑดยมิได้หยุดพักไม่ได้นอนเลยแม้แต่วันเดียว
เมื่องานสมโภชพระธาตพนมเสร็จ พระมหากัสสปะได้บอกให้ทุกคนที่มาร่วมงานบุญครั้งยิ่งใหญ่นั้นอธษฐานจิตขอใน สิ่งที่ปราถนา ปราถนาสิ่งใดก็จะให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งในยุคหลังพุทธกาลไม่กี่ปีนั้นยังมีคำว่า ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ อธิฐานตายก็ตาย อธิฐานรวยก็รวย ใครอธิฐานอยากเป็นเทวดาก็จะได้สมดังปราถนา เมื่อได้ยินดังนั้นสามเณรทองคำผู้ซึ่งไม่ได้นอนมา 7 วัน 7 คืน มีความเนื่อยล้าอย่างที่สุด จึงอธิฐาน ขอนอนพักผ่อน พออธิฐานเสร็จสามเณรทองคำ ก็ล้มตัวลงนอนและหลับในทันที ผู้คนที่มาร่วมงานรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นึกว่า สามเณรทองคำตายแล้วจึงนำร่างของสามเณรทองคำไปฝังไว้ใต้ฐานพระธาตุพนมตั้งแต่ บัดนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งมาถึงยุคที่มนุษย์เริ่มมีจิตใจเสื่อมลง ขาดระเบียบวินัยและเกิดความแตกแยก
ดังนั้นจึงถึงเวลาที่สวรรค์ จะต้องสำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บางอย่างเพื่อเป็นการตักเตือนมนุษย์ผู้หลง ผิด ให้หันกลับมาทำความดีและช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองขึ้นมาอีก ครั้ง เหล่าเทพเทวาที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ จึงบันดาลให้มีสายฟ้าฟาดลงตรงยอดขององค์พระธาตุพนมอย่างพอดิบพอดี
 


หลังจากวันที่ 12 สิงหาคม 2518 ทุกคนที่ทราบข่าวต่างเศร้าสลดกันทั่วไปทุกสารทิศ แม้แต่ช้างม้า วัวควาย ก็ไม่ยอมกินหญ้า ทั้งหมูหมากาไก่ต่างก็สะเทือนขวัญไปตามๆกัน ผู้คนต่างเล่าลือ วิพากษ์วิจารณ์กันว่า บ้านเมืองจะต้องมีภัยก็คราวนี้ บนโลกมนุษย์จะต้องมีการเปลื่ยนแปลงกันอย่างใหญ่หลวง จะมีการล้างโลก ผู้ที่มีศีลธรรมเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ พระศรีอารย์จะลงมาโปรดมนุษย์โลกนี้ถึงจะอยู่รอดต่อไปได้ โดยไม่แตกดับ ในขณะเดียวกันใครจะรู้ได้ว่ามีสามเณรทองคำ ผู้ซึ่งนอนหลับฝันอยู่เพลินๆ มาจนเวลาล่วงเลยร่วม 2000 กว่าปี หลังจากวันที่พระธาตุพนมถล่มลง มีคนเห็นว่ามีเด็กสวมชุดขาวคล้ายพราหมณ์ ออกมาจากใต้พระธาตุพนมและหลังจากนั้นก็มีคำร่ำลือว่า สามเณรทองคำได้ขึ้นมาจากใต้ฐานของพระธาตุพนมแล้ว ผู้คนต่างก็แตกตื่น

                                     การสงเคราะห์มวลชนด้วยพลังจิตและวิชาลึกลับ
                     ผู้คนมากมายที่มีโอกาสรู้จักและสนทนากับหลวงปู่เณรคำนั้นจะสามารถรับรู้ได้ ถึงความมีเมตตาของท่านที่มีต่อทุกๆคนได้เป็นอย่างดี ซึ่งปกติการที่จะได้พบกับหลวงปู่นั้นจะเะป็นไปได้อยาก เพราะท่านฃอบปลีกวิเวกหลบไปภวานาอยู่ตามป่าเขาที่ห่างไกลผู้คน หากมีญาติโยมมีความทุกข์ใจเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ เมื่อเข้ากราบนมัสการขอเมตตาจากนั้นท่านเพียงมีดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5คู่ เข้ากราบท่านก็จะได้รับความเมตตาจากท่านทุกรายและที่สำคัญนั้นท่านหลวงปู่ ไม่เคยที่จะเรียกร้องเงินทองค่าบูชาครูใดๆกับผู้ใดทั้งสิ้น ท่านให้เหตุผลในการสงเคราะห์ว่า 
คนทุกคนมีคุณค่าทุกชีวิต ที่เข้ามาที่นี่ช่วยเ้หลือจริงๆ ในการสงเคราะห์ไม่ต้องมีเงินสักบาทก็ได้ขอเพียงมีดอกไม้ขันธ์ 5 เช้ามาก็รักษาให้ัหาย ถ้าเกี่ยวกับไสยศาตร์ ไสยเวท คนถูกผีเข้า โดนคุณไสยมานี่ จะเรียกได้ว่าได้ผลเกือบ 100 เปอร์เซนต์ 
ถ้าเป็นพวกค้าขายในการสงเคราะห์นี้ ก็กล้าพูดว่าเป็นหนึ่งในวงการสุดยอด ผู้หนึ่งก็แล้วกัน ทั้งวัตถุมงคลที่สร้างแล้วอธิฐานจิตช่วยเหลือเขาก็ว่าดีนะ
ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านใหญ่ีๆ จะช่ีวยเหลือ เขานี้ต้องมาตั้งจิตสัจจะอธิฐานช่วยเหลือเขา ต้องเอาชื่อโรงงาน ชื่อเขา วันเดือน ปีเกิด เอาสินค้าของเขามาอธิฐานจิต เข้ากรรมฐานให้ 7 วัน ช่วยเหลือเขา แผ่เมตตาให้เขาอธิฐานแผ่พลัง 7 วัน บารมีจะคุมให้ไปถึง 7 ปี อธิฐานจิตตอนเทวดาเปิดโลกตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไปจนถึงเวลาตี 5 ทำให้อย่างนี้ตลอด 7 คืน บริษัทที่ต้องช่วยจะต้อ งเป็นบริษัทใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นร้านค้าเล็กๆน้อยๆก็อธิฐานให้เครื่องรางของขลังไป เขาก็ค้าขายดีอยู่นะและคนแถวนี้จะเชื่อว่า ปากหรือวาจาหลวงปู่นี้ศักดิ์สิทธิ์

                                               ท่องแดนธรรมพงไพรข้ามไทย-ลาว แม่น้ำโขง
                 เมื่อหลวงปู่เณรคำได้อำลาสุรินทร์นาคราชแล้วออกธุดงค์วัตรปฏิบัติธรรมในพงไพรไปถึงภูมะโรง ได้พำนักอาศัยความสงบวิเวกอยู่ที่นั่นถึง 5 ปีเต็ม ชาวบ้านแถบนั้นเป็นชาวลาวมีความศรัทธาในวัตรปฏิบัติ เห็นท่านห่มผ้าสีดำขาดๆ จนเคยชินแล้ว จึงเรียกท่านว่าปู่เณรคำ เรื่อยมา กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว คำสั้นๆ จำง่ายๆ ติดตาติดปาก...

จากนั้น ท่านเดินธุดงค์ไปที่จำปาสัก(ตามประวัติเณรคำ จำปาสัก) อยู่ที่นั่นนานถึง 5 เดือน แล้วธุดงค์ต่อข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว แต่ไม่มีเรือข้ามฝั่ง ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานบริกรรมพระคาถาขอให้พญานาคช่วยชี้ทาง ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้วเกิดเหตุน่าอัศจรรย์ ปรากฏว่า พื้นทรายริมฝั่งโขงได้ยุบตัวลง ทั้งนี้จะว่าเป็นเพราะพญานาคบันดาลหรือบุญฤทธิ์บารมีธรรมกันแน่

เมื่อพื้นทรายยุบตัวลงกลับกลายเป็นถ้ำ ท่านจึงเดินไปตามทางเข้าสู่ถ้ำ ภายในช่องทางโปร่ง เป็นช่องถ้ำลอดข้ามจากแม่น้ำโขงมาทางฝั่งไทย แต่ภายในถ้ำมีงูอาศัยอยู่มากมายไปหมด ท่านจึงตัดสินใจเดินฝ่าดงฝูงงูไปจนทะลุถึงฝั่งไทย ทางอำเภอโขงเจียม จากนั้นขึ้นมาปักกลดบำเพ็ญภาวนาธรรมที่ริมฝั่งไทย ด้วยสมาธิจิตอันสงบ สภาพอากาศเย็นสบาย ประมาณ พ.ศ.2525

ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่เณรคำปฏิบัติธรรมภาวนาเรื่อยมาจนจิตเป็นเอกคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง อธิษฐานรู้ช่องทางสว่างไสว ทั้งเทวดาพญานาคได้อนุโมทนาชี้แนะทำให้การเดินธุดงค์เป็นไปอย่างสะดวก ทั้งอธิษฐานขอให้ได้พบกับผู้ปฏิบัติธรรมจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชาอาคมกรรมฐาน แล้วเดินธุดงค์ต่อไปจังหวัดอุบลราชธานี ไปกราบนมัสการหลวงปู่ชา สุภทฺโท ขณะนั้นหลวงปู่ชาอาพาธอยู่

เมื่อไปถึงได้กราบนมัสการหลวงปู่ชา ท่านทักทายว่า เณรมาจากไหนกัน หลวงปู่เณรคำตอบไปว่า เดินธุดงค์ข้ามมาจากฝั่งลาว แล้วสนทนากันถึงสาเหตุที่ท่านไปฝั่งลาวเพื่อแสวงหาความวิเวก ค้นหาโมกขธรรมความหลุดพ้นทางใจ

หลวงปู่ชาได้ให้ข้อแนะนำว่า พระธรรมไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก อยู่ที่ใจของเรา ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ถ้าใจสงบได้พบพระธรรม พระพุทธเจ้าได้ค้นพบแล้วที่ใจ คือ การบรรลุถึงแก่นธรรม เป็นแนวทางให้สมณพุทธบุตรดำเนินปฏิบัติตาม

หลังจากนั้นท่านได้กราบนมัสการลาจากหลวงปู่ชา เดินธุดงค์ต่อไปเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ศึกษาไสยเวทวิทยาคม แล้วได้ไปฝากตัวปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่พรหมมา สวนผาหินนางคอย จนมีวิชาความรู้กรรมฐานพอสมควร จากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปด้วยจิตใจอันเด็ดเดี่ยวเพียงลำพังรูปเดียวถึงภูแผงม้า ด่านพระฤาษีที่มีโขดหินอยู่เบื้องหน้า ปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่นานถึง 2 ปีเต็ม

ตกหน้าผามรณภาพ อัศจรรย์ 7 วันตายแล้วฟื้น
วันหนึ่งขณะที่พำนักปฏิบัติอยู่ภูแผงม้า นั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าผ้าสูงชัน ประมาณหกโมงเย็นนั่งอยู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า เกิดเหตุการณ์นิมิตเห็นเด็กน้อย อายุประมาณ 1 ขวบ ผิวขาวอวบกระโดดลงหน้าผา ทำให้หลวงปู่เณรคำถึงกับสะดุ้งลืมตาขึ้น ด้วยความเมตตาคิดจะช่วยเหลือเด็กน้อยให้ปลอดภัย ไม่ทันยั้งคิดยื่นมือไปหมายจะจับตัวเด็กเพื่อคว้าตัวไว้ แต่ปรากฏเห็นเป็นเพียงภาพนิมิตเสมือนสายลมพัดผ่าน ท่านไม่ทันระมัดระวังตัวที่สุดตกหน้าผาสูงชันเกือบร้อยเมตรลงไป

ผลก็คือ หลวงปู่เณรคำได้ถึงกับมรณภาพ จากนั้นปรากฏภาพขึ้นอีกมิติหนึ่งได้พบกับชายแปลกหน้าในภพที่ซ้อนภพ(โลกวิญญาณ) ลักษณะชายแปลกหน้าใส่ผ้าขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณสดใสดุจผิวน้ำผึ้ง เดินตรงมายังท่านแล้วนิมนต์ให้หลวงปู่เณรคำเดินตาม แต่ไม่ได้ถามว่าจะไปที่ไหนแห่งใด ที่สุดเดินตามไปถึงถ้ำแห่งหนึ่ง

ภายในห้องมีสิ่งของมากมายดูออกจะสับสน ซึ่งแต่ละห้องประมาณได้ไม่น้อยกว่าร้อย-พันห้องทีเดียว แถมมีผู้คนมากมายภายในถ้ำนั่งกันล้นอั่ง(ล้นเอ่อ)ไปหมด ทำให้สงสัยว่าผู้คนมาทำอะไรกันในนี้ จึงถามคนเหล่านั้น เขาบอกว่า ท่านตายแล้วรู้ไหม(มรณภาพ) ทั้งบอกว่า ตายมาแล้ว 5 วัน แล้วหลวงปู่ถามต่อไปว่า แล้วทำไมต้องมาอยู่ในห้อง(ถ้ำ)เหมือนพวกเขาเล่า คนเหล่านั้นบอกว่า กรรมเก่าของท่านยังไม่หมดง่ายๆ จากนั้นหลวงปู่จึงให้นำไปดูสถานที่ต่างๆ รวมทั้งแดนนรก

เมื่อเดินทางไปเสมือนเป็นริมฝั่งแม่น้ำโขง มีเรือลำหนึ่งสังเกตุเห็นที่หัวเรือมีทอง อีกข้างหนึ่งเป็นเงิน เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ท่านจึงนั่งเรือไปจนถึงกลางแม่น้ำ พอไปถึงฝั่งเห็นเป็นหม้อนรกอยู่ 2 หม้อ ทำให้แน่ใจว่าที่นี่คือ แดนยมโลก(นรกภูมิ)แน่นอน

หม้อนรกหม้อหนึ่งดูไม่ใหญ่นัก ไม่รู้ชื่อเรียกว่าอะไร ส่วนอีกหม้อหนึ่งใหญ่มากเห็นผ้าเหลือง(จีวรพระ) รุ่มร่ามทำให้ตกใจว่า พระเณรตกนรกด้วยหรือ? จึงอยากจะรู้เรื่องได้ถามชายคนหนึ่งว่า เป็นหม้อชื่ออะไร เขาตอบว่า นี่หม้อนรกพระเณร ส่วนอีกหม้อเป็นหม้อนรกของฆราวาส ผู้ที่ล่วงละเมิดศีลธรรมทำให้รู้ว่า นรกมีจริง!

จากนั้นหลวงปู่เณรคำนั่งเรือกลับถึงฝั่ง แล้วเขาพาไปยังสถานที่ถ้ำไปชมภายในถ้ำ แต่ถ้ำได้ปิดทันทีจึงไม่เห็นอะไร

7 วัน เมืองมนุษย์โดยประมาณนั้น จากนั้นเกิดมีแสงลอยตรงมาคล้ายกับแสงหิ่งห้อย ลอยลงมาจากหลังถ้ำสว่างจ้า มีบันไดตรงไต่ทางหลังถ้ำออกมา แต่น่าแปลกว่าที่ถ้ำนี้มีก้อนเมฆลอยวนเวียนฟัดไปมาแรง ทั้งก้อนเล็กก้อนใหญ่เต็มไปหมด แล้วตรงเข้าปะทะกับใบหน้าของหลวงปู่เณรคำ จากนั้นภายในร่างกายของท่านเสมือนมีเลือดลมไหลเวียน จนกระทั่งลืมตาขึ้นเห็นญาติโยมมากมายนั่งร้องไห้ไปหมด พวกญาติโยมบอกว่า หลวงปู่ตายไปแล้ว 7 วัน ทำให้ทุกคนตกใจที่ฟื้นขึ้นมา...

คำว่า ย่าง ภาษาถิ่นภาคอีสานคือ วิธีการก่อกองไฟแล้วหาแคร่ไม้ไผ่มาวางไว้บนกองไฟ ยกระดับแคร่ไม้ให้สูงอีกนิด อย่าให้ติดกับไฟที่ก่อกอง แล้วหาใบหนาดใบเป้าเอามารอง ให้ร่างนอนทับหม่อง(ที่)เตียงแคร่เพื่อรมควัน นี่เป็นตำรายาของคนอีสาน ถ้าชาวบ้านตกจากที่สูงสะบั้นฟกช้ำดำเขียว หมอหรือผู้ชำนาญเชี่ยวชาญในตำรายาใช้วิธีอย่างนี้ทำกันมาแต่โบราณแล้วได้ผลเหมือน กัน

หลังจากที่หลวงปู่เณรคำมรณภาพแล้ว โดยตกจากหน้าผาสูงชัน ไปปรากฏนิมิตในแดนนรกจนกลับมาฟื้นคืนชีวิตขึ้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ สาเหตุหนึ่งจากการที่ชาวบ้านนำร่างหลวงปู่ย่าง ทำให้ร่างกายสดชื่น หลังจากฟื้นตื่นจากหลับ...

ในระหว่างที่สลบหรือหลับไป(พระพุทธศาสนาไม่เรียกว่าตายแล้วฟื้น) เรียกว่า สัญญีภพ(สลบแล้วฟื้น) ตรงกับภาษาแพทย์ จากนั้นท่านไปธุดงค์ตามพงไพรตามฝั่งโขงเรื่อยมา กลับมามีชีวิตใหม่ในโลกมนุษย์อีกครั้ง

วันที่หลวงปู่เณรคำฟื้นจากหลับ(สลบ)นั้น ตรงกับวันที่ 26 เมษายน วันนี้จึงมีความหมายสำคัญยิ่งของทุกปีที่ผ่านมา เท่ากับวันที่ได้เกิดใหม่อีกครั้ง ทุกปีมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์ รุ่งขึ้นจะมีการสรงน้ำหลวงปู่ มีคณะศิษย์ญาติโยมเดินทางไปร่วมงานที่วัดป่าบ้านคำไฮมากมายล้นหลาม เหมือนอย่างครั้งที่ผ่านมา มีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่นคำแก้ว สมปรารถนา สวดอิติปิโสตลอดราตรี

ถ้ำแก้วเมืองบาดาล โปรดเทศนาพญานาค

เมื่อหลวงปู่เณรคำละสังขารขันธ์ อัศจรรย์ 7 วันตายแล้วฟื้น! เพราะชาวบ้านได้ช่วยกันนำร่างของท่านไปย่าง (คำว่า ย่าง คือวิธีการก่อกองไฟหาแคร่ไม้ไผ่มาวางไว้บนกองไฟยกระดับแคร่ไม้ให้สูงนิดอย่าให้ติดกับไฟที่ก่อกอง หาใบหนาดใบเป้ามารอง นอนทังหม่อง(ที่)เตียงเพื่อรมควัน) ตามตำรับยาสมุนไพรโบราณของคนอีสานจนเลือดลมหมุนเวียนสภาพร่างกายสดชื่นดีแล้ว ท่านได้มาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไปประสบพบเห็นในแดนนรกภูมิ ตามที่ได้กล่าวในตอนที่แล้ว...

จากนั้นไม่นานนัก ท่านได้จาริกธุดงค์เพียงลำพังรูปเดียวไปตามป่าดงพงไพรด้วยอุปนิสัยที่ชอบความสงบวิเวก ปฏิบัติธรรมภาวนาโดยข้ามแม่น้ำโขงฝั่งไทย-ลาว เรื่อยมา วนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นประจำ เสมือนชีวิตนี้มีความผูกพันกับแม่น้ำโขงและพญานาคอย่างแยกไม่ออก เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง

วันหนึ่ง หลวงปู่เณรคำเดินธุดงค์ไปปักกลดนั่งสมาธิภาวนาธรรมอยู่ใกล้ๆ กับพระธาตุท่าอุเทน วัดพระธาตุท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งพระธาตุองค์นี้สร้างโดย หลวงปู่สีทัตต์ สุวณฺณมาโจ ผู้เป็นครูบาอาจารย์รูปหนึ่งที่บอกกรรมฐานแนวทางการปฏิบัติธรรมให้กับท่าน ทั้งเคยมีความผูกพันกันมาแต่ในอดีต สมัยที่ไปพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ภูเขาควาย ประเทศลาว(ตามประวัติปู่เณรคำ ณ จำปาสัก)

พระธาตุท่าอุเทน สร้างในสมัยหลวงปู่สีทัตต์ โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เป็นพระธาตุที่มีรูปแบบจำลองมาจากพระธาตุพนม มีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญยิ่งและได้เคยปรากฏปาฏิหาริย์ให้ผู้คนได้ประจักษ์มาแล้วมากมาย ผู้คนจึงมีความเคารพศรัทธาในพระธาตุท่าอุเทนได้เดินทางไปสักการะบูชาเป็นจำนวนมาก

คืนนั้นเวลาเที่ยงคืนดึกกำดัด สงบเงียบ หลวงปู่เณรคำกำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ใกล้องค์พระธาตุ ได้มีพญานาคตนหนึ่งขึ้นมาเมืองมนุษย์ปรากฏตนที่ใกล้พระธาตุ รูปร่างเหมือนมนุษย์ทั่วไป(แสดงถึงเป็นพญานาคชั้นสูงประเภทอุปปาติกะ) แล้วเดินเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ บอกว่า

เรามานิมนต์หลวงปู่ให้ลงไปเมืองบาดาลสถานที่อยู่ของเหล่าพญานาค เพื่อโปรดเทศนาธรรมกุศลแก่พญานาคทั้งปวงที่เฝ้ารอคอยมานานกว่าสองพันปีแล้ว”

หลวงปู่ถามว่า “ท่านชื่อว่าอย่างไร”

พญานาค “เราชื่อ นัครินทร์นาคราช เคยได้ร่วมบุญบารมีกับท่านมาตั้งแต่อดีตชาติ...”

หลวงปู่เณรคำรับคำนิมนต์ของพญานาคให้ไปเทศนาธรรมที่เมืองบาดาล เสมือนหนึ่งว่าท่านเคยมีความผูกพันอยู่อย่างลึกๆ ในใจ แต่การไปครั้งนั้นไม่ลำบากยากเข็ญแต่ประการใด ต่างจากครั้งก่อนๆ มาก พอไปถึงถ้ำที่อยู่ของพญานาค ชื่อ ถ้ำแก้ว ภายในถ้ำสวยงามวิจิตรตระการตาเหมือนศิลปกรรมที่ได้รับการตกแต่งสวยงามดั่งสวรรค์ชั้นดางดึงส์ ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เหล่าพญานาคแต่ละตนนั่งบำเพ็ญเพียงภาวนาธรรมเงียบสงบประดุจว่าเป็นถ้ำที่เนรมิตขึ้นก็ไม่ปาน หลวงปู่ท่านนึกในใจนี่หรือที่เรียกว่า โลกทิพย์แดนธรรม...

พญานาคตนหนึ่งชื่อ สุรินทร์นาคราช ผู้เป็นหัวหน้าพญานาคทั้งปวงกำลังนั่งภาวนาธรรมอยู่บนแผ่นหินกว้างใหญ่ จุดประสงค์เพื่อเป็นแบบอย่างนาคจริยาอย่างพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ

หลวงปู่ถามว่า พญานาคปฏิบัติกันอย่างไร?”

พญานาค การปฏิบัติภาวนาธรรมของพญานาคแต่ละตนไม่เสมอกันตามแต่บารมีของแต่ละคน ถ้าปฏิบัติถึงขั้นสูงแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายเป็นมนุษย์ได้ แต่พญานาคบางตนบารมีไม่มากพอ จึงสามารถเปลี่ยนได้เพียงหน้าตาเป็นมนุษย์เท่านั้น ส่วนอื่นๆ ยังคงเป็นสภาพของนาคเหมือนอย่างเดิม”

หลวงปู่ “ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?”

พญานาค การบำเพ็ญเพียรภาวนาของพวกนาคแต่ละตนต้องใช้เวลาปฏิบัติธรรมสร้างสมบุญบารมีธรรม บุญกุศลนานนับเป็นร้อยๆ ปี ที่นานมากที่สุดต้องใช้เวลาถึง 700 ปี เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดบารมีธรรมสามารถเปลี่ยนร่างได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป กลิ่นกายจะคล้ายกลิ่นกระเทียมหอม บางตนบำเพ็ญบารมีอย่างเต็มเปี่ยมกลิ่นกายจะหอมเหมือนดอกพิกุล”

หลวงปู่ “สาเหตุอะไรที่ท่านนิมนต์เรามาที่นี่”

พญานาค “ความผูกพันที่เคยมีต่อกันแต่ครั้งในอดีตชาติ”

หลวงปู่ “มีมาแต่ครั้งไหน?”

พญานาค “ในอดีตชาติสองพันกว่าปีมาแล้ว หลวงปู่เคยเกิดเป็นพญานาค นาคที่เคยเป็นมารดาของท่านรวมทั้งนาคตนอื่นๆ ที่เป็นญาติสนิทอยู่ที่นี่ในถ้ำแก้วแห่งนี้ ได้เคยไปร่วมบุญกุศลยิ่งใหญ่ขึ้นไปสร้างพระเจดีย์พระธาตุภูกำพร้า (พระธาตุพนม) ร่วมกับมนุษย์ เจ้าเมืองต่างๆ ด้วยกัน พระธาตุภูกำพร้าเป็นพระธาตุองค์แรกในแผ่นดินนี้ เมื่อ พ.ศ.8”

พญานาคเล่าต่อไปอีกว่า “การสร้างพระธาตุภูกำพร้าในครั้งนั้น ผู้คนมากมายโดยพระมหากัสสปเถระเจ้าเป็นประธาน ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากแดนชมพูทวีป(อินเดีย) ตามพุทธบัญชาให้นำมาประดิษฐานที่ภูกำพร้าตามพุทธธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ในมหาภัทกัปนี้ หลังจากสร้างเจดีย์พระธาตุเสร็จแล้วได้จัดงานสมโภชเป็นมงคลยิ่งใหญ่ มีเจ้าเมืองแคว้นต่างๆ รวมทั้งบรรดาพญานาคจากเมืองบาดาลร่วมมหากุศลสมโภชด้วย แต่ทุกคนมีสภาพเหมือนมนุษย์จึงไม่มีใครรู้ถึงชาติกำเนิดของผู้อื่น จะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของตนเองเท่านั้น”

หลวงปู่ “มีอะไรบ้างเป็นพิเศษในงานสมโภช”

พญานาค “ทุกคนตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิด้วยกัน หวังเพื่อบรรลุธรรมในอนาคตกาล เมื่องานสมโภชฉลองกันเป็นที่ยินดีแล้ว ต่างคณะเดินทางกลับบ้านเมือง พวกนาคก็กลับสู่นาคพิภพเมืองบาดาล แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นคือ ตัวหลวงปู่เป็นลูกพญานาคชักช้ากลับสู่นาคพิภพ(ถ้ำแก้ว)ไม่ทันเวลา ได้มีพญาครุฑตนหนึ่งจับตัวไป...”

นัครินทร์นาคราช เดินนำหลวงปู่ชมสถานที่ภายในถ้ำแก้ว อธิบายถึงความเป็นมาและความผูกพันกับพญานาคในอดีตชาติจนเป็นที่พอใจแล้ว นิมนต์ให้ท่านพักผ่อนพำนักอยู่โปรดเทศนาธรรมแก่เหล่าพญานาคทั้งปวง เรื่องอรรถเรื่องธรรมอย่างเข้าใจลึกซึ้งทีเดียว

7 วันอัศจรรย์ที่หลวงปู่เณรคำสู่อุโมงค์ถ้ำแล้วเมืองบาดาล โปรดเทศนาธรรมค้ำจุนเป็นบุญอานิสงส์แก่เหล่าพญานาค จากนั้นท่านได้กลับขึ้นมายังเมืองมนุษย์อย่างสะดวกง่ายดายดุจปาฏิหาริย์ที่เหนือสามัญวิสัยปุถุชนจะเข้าใจอธิบายคำใดๆ ได้เลย

ไม่นานนักหลวงปู่เณรคำได้ออกจาริกธุดงควัตรปฏิบัติไปยังสถานที่อื่นๆ ต่อไป จนถึงถ้ำภูวัว...

 


พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วที่ใจ  คือการบรรลุถึงแก่ธรรม


พระธรรมไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก  อยู่ที่ใจของเรา


ใจเป็นใหญ่  ใจเป็นหัวหน้า  ถ้าใจสงบพบพระธรรม


ตามหาแก่นธรรม......ตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


เดินจงกรมกำหนดลมหายใจ  ให้อยู่กับปัจจุบัน


กำหนดจิตให้รู้เท่าทันกิเลส


หลวงปู่เณรคำขณะเดินธุดงค์ในถ้ำ



ตามหาแก่นธรรม

                        ปู่เณรคำ เป็นพระแท้ทองทั้งแท่ง เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อพ่อออกแม่ออก (อุบาสก อุบาสิกา) ใครเดือดร้อนทุกข์ใจไปกราบไหว้ได้คือกัน (เหมือนกันหมด) ส่วนที่เรียกว่า “หลวงปู่เณรคำ” มีเรื่องราวที่เป็นมาน่าสนใจ เรียกขานชื่อท่านกันมาตั้งแต่ครั้งที่จาริกธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียรภาวนาธรรมกรรมฐานอยู่ในประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) เพราะท่านมีผ้าดำติดตัว นัยว่าเป็นผ้าตั้งแต่ชาติก่อนที่เคยบวช ค้ำชูสืบทอดพระพุทธศาสนา

ในคำแหล่ย่อๆตอนหนึ่งว่า “คำว่าเณรคำ เป็นคำนามเทียมๆ เหมือนจอบเสียมเป็นแค่ชื่อเรียกนาม” ที่จริงแล้วไม่ได้ไปยึดติด แต่คนคิดว่า ท่านเป็นทูตเหนือโลกรู้เวรรู้กรรม เทศนาธรรมค้ำบาดาล จึงมีเอกลักษณ์พิเศษห่มจีวรชอบพาดผ้าดำใส่ผ้าขาด จาริกธุดงค์ไปมาสองฝั่งโขงไทย-ลาว เป็นกิจวัตร

                                      ภูเขาควายถิ่นฐานพำนักปฏิบัติธรรมและเป็นถิ่นบรรลุธรรม...
                      ครูบาอาจารย์ผู้สอนธรรมของหลวงปู่เณรคำ มีมากมายหลายรูปได้ถ่ายทอดวิชาอาคมกรรมฐาน เช่น หลวงปู่คำคะนิง หลวงปู่บรมครูพระครูธรรมเทพโลกอุดร หลวงปู่สรวง (เทวดาเดินดิน) หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นพระที่คงแก่เรียนศึกษาปฏิบัติ เป็นที่พี่งแก่ญาติโยมและลูกศิษย์มากมาย

                                                             จาริกธุดงค์
                      หลวงปู่เณรคำ ได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 11 ปี และออกธุดงค์มาถึง ต.บ้านแพน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม และได้พำนักที่บ้านแพงอยู่หลายเดือน จากนั้นได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติพระกรรมฐานวิชาอาคมแล้วออกธุดงค์เดี่ยวไปยังภูเขาควายประเทศลาว หลวงปู่เณรคำ ข้ามแม่น้ำโขงไปประเทศลาวได้พบกับ หลวงปู่คำคะนิงในถ้ำประเทศลาว ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติกรรมฐานอยู่นานถึง 6 เดือน วิชาที่ศึกษาเช่น ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ กรรมฐาน ทุกอย่างจนมีความเชี่ยวชาญ

                                                            พบหลวงปู่เทพโลกอุดร
                     จากนั้นได้จากริกธุดงค์ต่อไปที่ภูเขาควาย ท่านเล่าว่า เมื่อไปถึงชายเขาหยุดปักกลดนั่งกรรมฐานอยู่ 7 วัน ในวันที่ 6 ขณะที่นั่งกรรมฐานภาวนาจิตสงบได้ปรากฏในนิมิตมีชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายคล้ายกับคนเมืองบังบด พิจารณาดูในนิมิตเหมือนกับเจ้านาคที่กำลังจะขอบวชนาค ทำให้แน่ใจต้องเป็น รุกขเทวดา คงมาบอกเส้นทางธุดงค์ไปยังถ้ำภูเขาควาย ซึ่งพระธุดงค์เรียกลักษณะภายนอกที่นี่ว่า ภูเขาโค้ง มีพระกรรมฐานเข้าไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำเสมอ

ครั้นถึงวันที่ 7 ท่านเก็บกลดหอบหิ้วอัฏฐบริขาร มุ่งหน้าไปยังภูเขาควายทันที เมื่อเข้าไปใกล้ถ้ำได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่ง นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในถ้ำ เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก ลักษณะการนั่งนิ่งเหมือนกับก้อนหิน คาดคะเนอายุสัก 90 ปีขึ้น จึงตัดสินใจเข้าไปใกล้ๆ แล้วก้มลงกราบท่าน มองขึ้นยังเห็นนั่งอยู่ในลักษณะเดิม เอ่ยถามตามแบบอาคันตุกะผู้มาใหม่

“หลวงปู่อยู่ในถ้ำแห่งนี้นานแล้วหรือ ชื่ออะไรครับท่าน”,br/> “พันปีตามพุทธองค์” พระธุดงค์เจ้าถิ่นตอบแล้วนั่งนิ่งเหมือนเดิม หลวงปู่เณรคำ ถามต่อว่า “หลวงปู่ชื่อว่าอย่างไร”
“อาตมาชื่อปู่เทพโลกอุดร”
คำว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ทำให้เกิดปีติอย่างแรงกล้า ก้มลงกราบทันที ขอปวารณาตัวเป็นศิษย์ได้รับเมตตาอย่างล้นเหลือ จึงอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมในถ้ำถึง 3 วัน ในช่วงเวลา 3 วันนั้น เสมือนมีความรู้สึกว่าได้อยู่กับหลวงปู่เทพโลกอุดรนานนับ 3 ปี ได้รับคำสอนว่า “กิเลสของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ใจเราแน่วแน่มั่นคงแก่นแท้ ทำให้พ้นทุกข์เรียกว่านิพพาน”

ปริศนาธรรมะ หมายถึง ธรรมะไม่เกิดจากครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนเท่านั้นอยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติ เกิดดวงตาเห็นธรรม...
หลวงปู่เณรคำเล่าว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร เป็นพระอรหันต์สาวกสมัยพุทธกาล ติดตามพระพุทธเจ้ามายังภูกำพร้า ได้ประทับรอยพระบาทไว้บนแผ่นหินที่ภูเพ็ก (พระบาทขวา) ส่วนพระบาทซ้ายประทับรอยไว้ที่ภูวัว คือพระมหากัสสปะเถระเจ้า สำหรับการอบรมธรรมะที่เน้นว่า ธรรมะเกิดที่ธรรมชาติจงตั้งใจปฏิบัติให้ถึงแก่นแท้...

ฟังแล้วลึกซึ้งเป็นปริศนาธรรม ประทับใจก้มลงกราบพอเงยหน้าขึ้น หลวงปู่เทพโลกอุดร หายไปแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่รู้ไปทางไหน ได้พบเพียงเวลาสั้นๆ คุ้มค่ากับการปฏิบัติธรรมตามคำสอนเหลือเกิน

                                                                 สู่เมืองบังบด
                   เมื่อออกจากถ้ำภูควายเดินธุดงค์ไปประมาณ 10 กิโลเมตร ได้พบกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่าทางนิ่งสงบ พิจารณาลักษณะแล้วไม่น่าจะใช่พระสงฆ์เพราะหน้าตายังอ่อนเยาว์รุ่นราวคราวเดียวกัน จึงทักทายสนทนาถูกอัธยาศัย ถามท่านว่า ชื่ออะไร พระธุดงค์รูปนั้นบอกว่า ท่านชื่อเณรแก้ว มาธุดงค์แถวนี้และธุดงค์ไปเรื่อยๆ แล้วชวนกันเดินธุดงค์ด้วยกันเข้าป่าลึก ปักกลดอยู่ริมน้ำข้างภูเขาโค้ง นั่งกรรมฐานจนดึกเที่ยงคืน จิตสงบนิ่งมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนกำลังเดินมาสลับกับเสียงคล้ายคนกำลังตำข้าว เหมือนกับสถานที่นั่นมีบ้านคนอาศัยอยู่ แต่ตอนที่เดินผ่านมาไม่เห็นมีบ้านเรือนสักหลัง เห็นแต่ต้นไม้เต็มไปหมดป่าทั้งนั้น ทั้งสองรูปส่งกระแสจิตถึงกัน ท่านพูดแก่เณรแก้วว่า ประเดี๋ยวเราจะลองออกไปดูให้กระจ่าง

หลวงปู่เณรคำออกจากกลดเดินไปเห็นชายคนหนึ่งขับเกวียนมาตามเส้นทาง ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมีคนมาขับเกวียนอยู่อีกหรือ ถามชายแปลกหน้าว่า ที่นี่ที่ไหน? ชื่อบ้านอะไร?

ชายผู้นั้นบอกว่า ที่นี่อยู่กันมานานแล้ว มนุษย์ไม่รู้ไม่เห็น ชื่อเมืองบังบด...
รุ่งเช้าสามเณรแก้ว บอกลาหลวงปู่เณรคำ ขอแยกจาริกธุดงค์ไปสถานที่อื่นเพียงลำพังส่วนท่านเดินธุดงค์ไปถ้ำแห่งหนึ่งในเขต ภูเขาควาย

                                                             พระพุทธรูปทองคำ
                     เมื่อไปถึงปากถ้ำ ต้องตะลึงพบกับงูจงอางตัวหนึ่ง ข้างๆ มีลูกมะพร้าวลูกใหญ่อยู่ด้วยคงเป็นสมบัติอะไรสักอย่าง มันชูคอขึ้นสูงประมาณ 4 ศอกเศษๆ หลวงปู่เณรคำไม่รอช้าอธิษฐานจิต สาธุ ๆๆ รุกขเทวดา พระแม่ธรณี เจ้าป่าเจ้าเขาที่นี่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าเจ้าเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรกับเรา จงทำร้ายเราได้เลย เรามาที่นี่หวังถวายชีวิตเพื่อพ้นทุกข์พระนิพพาน จากนั้นแผ่เมตตาไปให้งูจงอาง

ทันใดนั้นงูจงอางค่อยลดหัวลงต่ำแล้วเลื้อยหายไป จึงเดินเข้าไปในถ้ำ พบพระพุทธรูปทองคำ ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว แปลกมากมีงูตัวหนึ่งรัดรอบองค์พระขยับไปมาแถมชูหัวขึ้นเหมือนกับจะหวงห้าม สังเกตที่หัวมีหงอนด้วย คราวนี้พอจะรู้แล้วไม่ใช่งูหรอก จึงถามไปว่า ท่านเป็นใคร? ชื่ออะไร?

“เราคือ สุรินทร์นาคราช เป็นผู้เฝ้าถ้ำแห่งนี้มานานนับร้อยปี”
หลังกล่าวจบได้กลายร่างเป็นมนุษย์ จึงได้นิมนต์หลวงปู่เณรคำเข้าไปในถ้ำ พบก้อนศิลา 2 ก้อน ทันใดนั้นได้เกิดเหตุการณ์สุดอัศจรรย์ศิลาก้อนใหญ่น้ำหนักมหาศาลที่ปิดถ้ำได้เปิดออก มองเข้าไปข้างใดเห็นเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ภายในมีทองคำ เพชรนิลจินดาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล 
แต่หลวงปู่เณรคำไม่ได้มีความสนใจหรือเกิดความโลภในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นแม้แต่น้อย

ในขณะที่กำลังเดินสำรวจภายในอยู่นั้น พลันสายตาได้ไปเห็นหีบทองคำใบหนึ่งอย่างสะดุดตา ลักษณะของหีบทองคำใบนั้นภายนอกแกะสลักได้อย่างวิจิตรพิศดารเป็นลวดลายสิบสองราศี ตรงกลางมีพระทองคำ 2 องค์ ยืนถือพัดและนั่งคู่กันอยู่ โดยมีพระอีกห้าองค์อยู่บนหลังเต่าล้อมพระทองคำอยู่ จึงได้เปิดหีบทองคำเพื่อจะดูภายในหีบว่ามีอะไรให้พิศวง! อีกหรือไม่ 
พบแต่เพียงผ้าจีวรสีดำย้อมด้วยยางประดู่และใบลานโบราณสองกุวางซ้อนกันอยู่ ในใบลานจารึกอักษรโบราณพิจารณาดูแล้วเป็นภาษาก้อม(เป็นภาษากลอนโบราณ) ภายในใจของหลวงปู่เณรคำฉุกคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งของสำคัญ จึงได้มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้

หลวงปู่เณรคำจึงเอ่ยกับสุรินทร์นาคราชโดยมิได้บังอาจลบหลู่ล่วงเกิน 
สุรินทร์นาคราชเอ่ยยกใบลานและผ้าจีวรสีดำให้กับหลวงปู่เณรคำ(สุรินทร์นาคราชได้เฝ้ารักษาของทั้งสองสิ่งมานานเพื่อมอบให้กับเจ้าของที่แท้จริง)

หลวงปู่เณรคำได้นำใบลานโบราณขึ้นอ่าน แต่อักษรในใบลานเป็นอักษรที่หลวงปู่ไม่เคยเห็นจึงอ่านไม่ออก จิตในขณะนั้นจึงได้อธิษฐานถึงชาติปางขอให้อ่านอักษรได้ง่าย หลังคำอธิษฐานจบเหมือนเนรมิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งมหัศจรรย์ท่านเมตตาได้บังเกิดขึ้นเป็นคำรบที่สอง อักษรในใบลานได้เปลี่ยนเป็นภาษาลาว หลวงปู่เณรคำจึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็นคาถาคู่บารมี

ใบลานกุแรกเป็นคาถาย่นแผ่นดิน ซึ่งมนุษย์ทั่วไปยากที่จะมีไว้ครอบครอง กุที่สองเป็นคาถากายทิพย์ ส่วนกุที่สามเป็นคำทำนายโลก คงเป็นโชคดีของลูกหลานที่หลวงปู่เณรคำได้พบใบลานนี้จึงได้ศึกษาตำราในใบลานเป็นเวลาหลายปีจนสำเร็จ ส่วนผ้าสีดำที่อยู่ในหีบทองคำนั้นหลวงปู่เณรคำได้เอาคลุมกายแล้วจึงออกธุดงค์ต่อไป